ค้นหาบล็อกนี้

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ตัวเร่งปฏิกิริยาเคมี


ตัวเร่งปฏิกิริยา (อังกฤษ: catalyst) คือ วัตถุที่เพิ่มเข้าไปในในปฏิกิริยาแล้วทำให้ปฏิกิริยาเกิดเร็วขึ้น แต่ไม่มีผลต่อผลิตภัณฑ์เมื่อสิ้นสุดปฏิกิริยาเช่น การใส่ยีสต์ในการหมักเหล้าเพื่อเร่งปฏิกิริยา มีทั้งตัวเร่งปฏิกิริยาทางเคมี เช่น โลหะ และตัวเร่งปฏิกิริยาทางชีวภาพ เช่นเอนไซม์
ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง

ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี


ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี
อัตราเร็วในการเกิดปฏิกิริยา หมายถึง ปริมาณของสารตั้งต้นที่ลดลง หรือปริมาณของผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มมากขึ้นต่อหน่วยเวลา โดยอาจวัดปริมาณของสารได้จากความเข้มข้น ปริมาตร หรือมวลของสารที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากเกิดปฏิกิริยา ซึ่งสามารถเขียนสูตรแสดงความสัมพันธ์ได้ดังนี้
ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นอยู่รอบ ๆ ตัวเรานั้น บางปฏิกิริยาก็เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่บางปฏิกิริยาก็เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ แม้แต่ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดจากสารตั้งต้นชนิดเดียวกัน บางครั้งก็ยังเกิดขึ้นได้ด้วยอัตราเร็วที่แตกต่างกัน โดยอัตราเร็วของปฏิกิริยาจะขึ้นอยู่กับชนิดของสารตั้งต้นและปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ

ข้อดีของการใช้พลังงานทดแทน


ข้อดี
ข้อดี
1.เป็นพลังงานที่ต้องใช้ในอนาคต
2.เป็นพลังงานที่สะอาด
3.เป็นพลังงานที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ(บางชนิด)
4.เป็นพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ข้อเสีย
1.ในปัจจุบันยังมีราคาต่อหน่วยแพง
2.เทคโนโลยีการแปรรูปพลังงานทดแทนบางชนิดมีกาพัฒนาน้อย
3.ศักยภาพของพลังงานมีเฉพาะแหล่งและขีดจำกัด
4.ประชากรส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้น้อยมาก

วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2554

พลังงานทดแทน


พลังงานทดแทน หมายถึง พลังงานที่นำมาใช้แทนน้ำมันเชื้อเพลิง สามารถแบ่งตามแหล่งที่ได้มาเป็น ๒ ประเภท คือ

พลังงานทดแทน (Alternative Energy)จากแหล่งที่ใช้แล้วหมดไป อาจเรียกว่า พลังงานสิ้นเปลือง ได้แก่ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ นิวเคลียร์ หินน้ำมัน และทรายน้ำมัน เป็นต้น และ

พลังงานทดแทนอีกประเภทหนึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้แล้วสามารถหมุนเวียนมาใช้ได้อีก เรียกว่า พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)ได้แก่ แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล น้ำ และไฮโดรเจน เป็นต้น

ปฏิกิริยาเคมีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม


เรื่อง ผลของปฏิกิริยาเคมีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นจากสารตั้งต้นเข้าทำปฏิกิริยากัน เกิดเป็นสารผลิตภัณฑ์ต่างชนิดกันผลิตภัณฑ์ที่ได้มีทั้งประโยชน์และโทษ รอบตัวเรานั้นมีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นมากมาย แม้กระทั่งการดำรงชีวิตอยู่ได้ของเราก็เกิดจากปฏิกิริยาชีวเคมีภายในร่างกาย ดังนั้น ปฏิกิริยาเคมีจึงมีความสำคัญ ปฏิกิริยาเคมีที่พบเห็นทั่วไป เช่น การเกิดฝนกรด ปฏิกิริยาเผาไหม้ ปฏิกิริยาการเกิดสารประกอบออกไซด์ของโลหะและออกไซด์ของอโลหะ ปฏิกิริยาระหว่างโลหะกับกรด ปฏิกิริยาของกรดกับสารคาร์บอเนต ปฏิกิริยาระหว่ากรดกับเบส เป็นต้น

แก๊สโซฮอล์


น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 คือ น้ำมันเบนซินที่มีส่วนผสมของ เอทานอล หรือแอลกอฮอล์ 20% นั่นเอง น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 หรือ 91 ที่เราใช้อยู่ปัจจุบัน คือ น้ำมันเบนซิน 95 หรือ 91 ที่มีส่วนผสมของ เอทานอล 10% หรือเรียกว่า E10
น้ำมัน E10 นี้ รถยนต์ส่วนใหญ่ที่เป็นระบบหัวฉีดแล้วก็จะใช้ได้โดยไม่มีปัญหา แต่น้ำมัน E20 นี้ ต้องใช้กับรถยนต์ที่ผลิตมาให้ใช้ได้เท่านั้น เพราะแอลกอฮอล์มีคุณสมบัติในการกัดกร่อน ส่วนประกอบที่เป็นยาง หรือเรซิ่นบางอย่างจะถูกกัดกร่อนได้ รถที่ซื้อก่อนปี พ.ศ. 2551 นี้ส่วนใหญ่จะใช้ไม่ได้ค่ะ ต้องหา part ที่ทนก่อการกัดกร่อนมาเปลี่ยนก่อนจึงจะใช้ได้ แต่ปัญหาคือ ไม่รู้ผู้ผลิตรถแต่ละเจ้าจะเสนอทางเลือกนี้ให้แก่เราหรือเปล่า เราเองก็ไม่รู้ว่าจะหา part เหล่านี้มาจากไหน

แก๊สโซฮอล์


แอลกอฮอล์ที่นำมาใช้เป็นส่วนผสมของ E85 มักเป็นไบโอแอลกอฮอล์ ที่ได้จากธรรมชาติ เช่นจากข้าวโพดในสหรัฐอเมริกา จากอ้อยและมันสำปะหลังในประเทศไทย
E85 จะมีค่าออกเทน อยู่ที่ 100 ถึง 105 [1] สูงกว่าน้ำมันเบนซินทั่วไป ซึ่งมีค่าออกเทน 87 ถึง 95 รถยนต์ที่ใช้ E85 จะมีอัตราการสิ้นเปลืองสูงกว่ารถที่ใช้น้ำมันเบนซิน ประมาณ 28% [2][3] แต่ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาระบบเครื่องยนต์รุ่นใหม่ให้มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับคุณสมบัติของ E85 เพื่อให้การสิ้นเปลืองลดน้อยลง
พาหนะที่ใช้น้ำมัน E85 จะต้องใช้เครื่องยนต์ที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ ดังเช่นรถFFV ในสหรัฐอเมริกา บราซิล สวีเดน อย่างไรก็ตาม ได้มีการใช้ Conversion Kit สำหรับแปลงระบบการจ่ายน้ำมันชื้อเพลิงในรถทั่วไปที่ไม่ใช่ FFV กันอย่างแพร่หลายทั้งในบราซิลและสหรัฐอเมริกา